| ... | Bangkok, Thailand Time |
|
|
| ข้าวขาวหอมมะลิอินทรีย์ - 10กก. รหัสสินค้า: 000195 ราคา 700.00 บาท รายละเอียด: ราคารวมค่าขนส่งไปรษณีย์ ราคาเดียวทั่วไทย
จำหน่ายในประเทศเท่านั้น
ปัญหาความยากจนของเกษตรกรรายย่อยไม่ว่าจะเป็นชาวนา สุรินทร์ หรือพื้นที่อื่นของประเทศไทย ยังคงดำรงอยู่ภายใต้นโยบายส่งเสริมการเกษตรแผนใหม่ ที่มุ่งใช้สารเคมีและการปลูกพืชเชิงเดี่ยว มุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตให้ได้สูงสุดเพื่อขายทำกำไรมาก ผลที่ตามมาก็คือเกษตรกรจนลง มีปัญหาหนี้สินต่อเนื่อง ที่ดินหลุดมือจากเกษตรกรไปเป็นของนายทุน ผลผลิตราคาลดลงแต่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น วิถีชีวิตที่เคยอยู่กับชุมชนแบบพึ่งตนเองได้ต้องล่มสลาย เกษตรกรเลิกทำการเกษตรไปมีอาชีพรับจ้างในเมือง เมื่อภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ คนล้นงาน เกษตรกรเหล่านี้ต้องกลับมาทำเกษตรที่ไม่ยั่งยืนเช่นเดิม หมุนเวียนไปแบบไร้อนาคต นอกจากนั้นการใช้สารเคมีทางการเกษตรทำให้มีสารพิษตกค้าง อันตรายต่อสุขภาพของผู้ผลิตผู้บริโภคและระบบนิเวศน์ของสิ่งแวดล้อม
หลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรรายย่อยสุรินทร์พยายามหาทางออกจากปัญหาหนี้สินและความยากจน บนพื้นฐานของการรวมเป็นกลุ่มองค์กรชาวบ้าน และร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน คือโครงการเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรสุรินทร์ (คสป.) คิดค้นทางเลือกใหม่ การทำนาธรรมชาติหรือนาอินทรีย์เพื่อลดต้นทุนการผลิตและนำไปสู่การพึ่งตนเอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของเกษตรกรรายย่อย รวมทั้งรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการค้นหาทางออกเรื่องตลาดรองรับผลผลิตข้าวอินทรีย์ เพื่อสร้างกลไกหรือหน่วยการจัดการตลาดของตนเอง ไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางในตลาดทั่วไป และเกษตรกรผู้ผลิตจะได้รับความเป็นธรรมในเรื่องของราคา แนวคิดนี้เป็นที่มาของการก่อเกิด กองทุนข้าว ซึ่งเริ่มต้นดำเนินงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535
เส้นทางเดินของ(เรา)กองทุนข้าวสุรินทร์
ปี พ.ศ.2535-2538 กลุ่มองค์กรชาวบ้านในจังหวัดสุรินทร์ได้แก่ กลุ่มสหธรรมเพื่อการพัฒนา, กลุ่มเกษตรธรรมชาติท่าตูม, และกลุ่มเกษตรธรรมชาติสุรินทร์, ได้ร่วมกันจัดตั้งเป็น กลุ่มชาวนาค้าข้าว ดำเนินงานค้าขายข้าวส่งออกไปยังตลาดยุโรปกับ CLARO โดยมีองค์กรพัฒนาเอกชนทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและสนับสนุนกระบวนการทำงาน ประกอบด้วย โครงการเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรสุรินทร์ (คสป.) คณะกรรมการศาสนาเพื่อการพัฒนา (ศพพ.) และโครงการเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาชุมชน (ครพ.) ปี พ.ศ. 2536 มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายใน กลุ่มชาวนาค้าข้าว กล่าวคือจากเดิมที่ค้าข้าวร่วมกันในนาม กลุ่มชาวนาค้าข้าว มาเป็นแต่ละกลุ่มแยกกันค้าข้าวตรงกับกรีนเนท ซึ่งยังมีตลาดส่งออกยุโรปโดย CLARO เป็นตลาดปลายทางเหมือนเดิม ปี พ.ศ. 2539 กองทุนข้าวสมัครขอรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์กับ สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ประเทศไทย และไ ด้ไปเช่าโรงสีของสมาชิกกลุ่มคนหนึ่งที่บ้านนานวน ต.คอโค อ.เมือง สุรินทร์ เป็นที่สีข้าวสาร
ปี พ.ศ.2542 ได้กลับมาซ่อมบำรุงโรงสีรวมที่บ้านโคกมะกะ เป็นที่สีข้าวของกลุ่มอีกครั้งหนึ่ง ต่อมาในปี
พ.ศ.2544 งานกองทุนข้าวได้ขยายรับเพิ่มสมาชิกจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งประกอบด้วย กลุ่มเกษตรธรรมชาติท่าตูม กลุ่มอาชีพทางเลือก-ทัพไทย-ถนน กลุ่มสีข้าวกล้อง กลุ่มฟื้นฟูการเกษตรศีขรภูมิ และกลุ่มป่าชุมชนหนองเยาะ และปี พ.ศ. 2545 โครงการนำร่องเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนของเกษตรกรรายย่อย ภูมินิเวศน์สุรินทร์ ได้สนับสนุนการสร้างโรงสีข้าวขนาด ๒๔ เกวียน ฉางเก็บข้าวเปลือกขนาด ๕๐๐ ตัน และโรงเรือนบรรจุข้าวสาร ๑ หลัง ปี พ.ศ. 2546 องค์กรกองทุนข้าวที่ดำเนินงานในรูปแบบการรวมตัวของกลุ่มชาวบ้านแบบไม่เป็นทางการ ได้พัฒนาองค์กรเป็นนิติบุคคลทางกฎหมายโดยการจดทะเบียนเป็น สหกรณ์เกษตรอินทรีย์กองทุนข้าวสุรินทร์ จำกัด เมื่อ 17 กันยายน 2546 ด้วยเหตุผลว่าจะได้มีความคล่องตัวในการทำนิติกรรมต่างๆได้ด้วยตนเอง ต่อเนื่องมาจนถึงวันที่ 23 สิงหาคม 2548 กองทุนข้าวได้การรับรองกลุ่มผู้ผลิตแฟร์เทรดจาก FLO ซึ่งเป็นองค์กรการค้าที่เป็นธรรมที่ต่างประเทศให้การยอมรับ
ปัจจุบันการดำเนินงานของกองทุนข้าวมีช่องทางการตลาดที่สำคัญอยู่ 2 ช่องทางคือ ตลาดในประเทศโดยร้านข้าวหอม(จังหวัดสุรินทร์) และตลาดต่างประเทศ โดยเครือข่ายตลาดทางเลือกในยุโรป และอเมริกา ซึ่งจากการดำเนินงานที่ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 จนถึงปัจจุบันแนวทางการดำเนินงานกองทุนข้าวสุรินทร์สอดคล้องต่อสถานการณ์ปัญหาของสังคมไทย และยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรรูปธรรมการผลิตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมอันนำไปสู่การพึ่งตนเองของชาวนารายย่อย
วัตถุประสงค์กองทุนข้าว
1. พัฒนาระบบตลาดที่เป็นธรรมและสอดคล้องกับกระบวนการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนของสมาชิก เพื่อการพึ่งตนเอง สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม
2. เพื่อสนับสนุนงานพัฒนาขององค์กรชาวบ้านที่เป็นสมาชิกและองค์กรพัฒนาเอกชนในการทำงานเพื่อสังคม
3. เพื่อจัดสรรผลกำไรให้กับสมาชิกและองค์กรสมาชิก
4. เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรอันจะนำไปสู่การเพิ่มรายได้ และลดปัญหาหนี้สินเกษตรกร
5. เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของสมาชิกด้านการตลาดและการบริหารงานที่โปร่งใส
6. เพื่อพัฒนาระบบตลาดที่เกื้อกูลและพึ่งพาร่วมกันระหว่างองค์กรชาวบ้านและกลุ่มผู้บริโภค
::ที่มา::http://ricefund-surin.blogspot.com/ (29/05/2551) |
|
|
| สินค้า/บริการ แนะนํา |
 |
|
|
|
|